Barrett M82

ปืนไรเฟิลซุ่มยิง Barrett M82 ออกแบบโดยนาย Ronnie Barrett ในปีค.ศ.1982 

ข้อมูลจำเพาะ 
ขนาดลำกล้อง : .50 BMG (12.7 x 99 mm. NATO) 
ระบบปฏิบัติการ : Short Recoil, Semi-Automatic 
ระยะยิงหวังผล : 1,448 มม. 
ความยาวลำกล้อง : 737 มม. 
ความจุกระสุน : 10 นัดบรรจุด้วยซองกระสุนแบบกล่อง 
กำลังขยายสูงสุดของกล้อง : 10 X 
น้ำหนักตัวปืนเปล่า : 12.9 กก. 
ความเร็วปากลำกล้อง : 2,800 ft/s หรือ 854 m/s (ใช้กระสุน M33 Ball) 
ระยะยิงไกลสุด : 1,800 ม. 
ความแม่นยำ : 1.5 – 2.0 MOA (กลุ่มกระสุนในระยะยิงเมื่อเทียบจากอัตราส่วนกลุ่มกระสุน 1 นิ้วในระยะยิง 100 หลา) 

Barrett M82

ส่วนการยิงทะลุฝาผนังบ้านเข้าไปนั้น ต้องดูกระสุนก่อนครับว่าเป็นแบบไหน ถ้ายิงใส่บ้านธรรมดาก่ออิฐถือปูนทั่วไปใช้ลูกธรรมดา (Ball) ก็พอจะทะลุทะลวงเข้าไปได้บ้างแล้วนะครับ แต่ไม่ได้ทะลุเข้าไปง่ายดายเหมือนยิงกระดาษเสียหน่อย แต่ถ้าไปเจอพวกผนังคอนกรีตเสริมเหล็กหนา 20 มม.หรือมีชั้นแผ่นเหล็กกล้าหุ้ม อันนี้คงต้องพึ่งอำนาจการยิงของกระสุนเจาะเกราะธรรมดา (AP : Armor-Piercing) กับกระสุนเจาะเกราะเพลิง (API : Browning Armor-Piercing-Incendiary) แล้วละครับ แต่ผมว่าถ้าศัตรูอยู่ในบ้านหรือในรูก็สู้ปืนพ่นไฟไม่ได้หรอกครัู้บ พ่นเข้าไปทีวิ่งออกมาียังกับมดแตกรัง ไฟงี้ลุกท่วมตัว กลิ่นน้ำมัน กลิ่นเนื้อไหม้เหม็นคลุ้งไปหมด  

แล้วปืนไรเฟิลซุ่มยิง Barrett M82 ยังไม่มีการจัดลงหน่วยทหารใดๆทั้งสิ้นนะครับ เนื่องจากอำนาจการยิงที่รุนแรงเกินไป และที่สำคัญราคาค่าตัวของปืนมันแพงเกินไปครับ

หน้าตาปืนซุ่มยิงขนาด .50 นิ้ว BMG.ก็ประมาณนี้แหละครับ กระสุนขนาดนี้ปกติใช้สอยเครื่องบินรบแบบใบพัดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พอมาสมัยนี้ยิงเครื่องบินไอพ่นไม่ถึง/ไม่ทันกันแล้ว เลยต้องเอามาใช้ยิงหัวคนเล่นแทน  
ด้วยขนาดและน้ำหนักมหึมาของหัวกระสุน ทำให้มีระยะหวังผลที่ไกลมาก แถมแรงปะทะสูงจนที่กำบังขนาดผนังอิฐบล็อกหรืออิฐมอญไม่สามารถต้านทานมันได้ เลยเป็นตัวเลือกที่เอาไว้ใช้สอยพวกสไนเปอร์ด้วยกันที่ชอบแอบอยู่ตามตึกในสงครามกลางเมืองซาราเจโว แบบยิงถล่มให้ทั้งผนังและคนกระจุยไปด้วยกันเลยไม่ต้องรอให้โผล่หัวออกมา ถูกเลือกมาใช้ในสงครามอิรักเพราะเป็นทะเลทรายที่โล่งๆ ทหารไอ้กันจะได้ไม่ต้องเสี่ยงตายเข้าไปยิงในระยะที่อาจถูกตามล่าได้ง่ายๆเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว แบบว่ายิงไปแล้วจะได้มีเวลาหนีทันไง ไม่งั้นพวกแขกมันสวนด้วย RPG.แน่ๆ 

ติดตามข่าวสารดีๆได้ที่ >>>>> Head shot small Gun
สำหรับนักเชื่องดวง >>>>> SLOTXO

PPSH 41 ปืนกลมือราคาถูกแต่ประสิทธิภาพเกินร้อย

PPSH 41 ปืนกลมือราคาถูกแต่ประสิทธิภาพเกินร้อย ทำงานด้วยระบบแรงสะท้อนถอยหลัง (blowback action) ปืนเป็นระบบลูกเลื่อนเปิด เมื่อลั่นไกจะทำให้ลูกเลื่อนกระแทกเข้าไป ป้อนกระสุนแล้วลั่นไก ส่งผลให้ยิงนัดแรกไม่แม่นเท่าไหร่แต่ก็เป็นระบบที่ง่ายและราคาถูก ทำให้ผลิตได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าเป็นปืนกลมือที่ดีที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง

คุณสมบัติที่ทำให้มันถูกจัดเป็นปืนกลมือที่ดีที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สองคือ ราคาถูก บำรุงรักษาง่าย ใช้งานง่ายด้วยระบบลูกเลื่อนเปิด slotxo บรรจุกระสุนได้มาก กระสุนมีอำนาจทะลุทะลวงสูงแม้จะมีหน้าตัดเล็กส่วันที่ยื่นจากลำกล้องมามีหน้าที่ลดแรงสะบัดไม่ให้มากเกินไปเนื่องจากอัตราการยิงที่สูง

ทำให้ควบคุมปืนได้ดีขึ้นกระสุนที่ใช้เป็นขนาด 7.62×25 มม. ขนาดเดียวกับปืนพกโตกาเรฟ เป็นกระสุนที่ยิงทะลุเสื้อเกราะได้แม็กกาซีนมีทั้งแบบ 35นัด และแบบกลม 71นัด แต่แม็ก 71นัด มักมีปัญหาเมื่อบรรจุกระสุนมากกว่า 65นัด และบรรจุกระสุนยากกว่าเเม็ก 35นัดด้วยจำนวนกระสุนที่มาก อัตราการยิงที่สูงถึงพันนัดต่อนาที

PPSH 41

ทำให้เหมาะกับการต่อสู้ระยะใกล้โดยเฉพาะในอาคาร ทหารเยอรมันจึงชอบเก็บ PPSH-41มาใช้เป็นประจำหลังสงครามโลก PPSH-41ถูกนำไปดัดแปลง ลอกเลียนแบบออกมามากมาย เป็นการยืนยันถึงอัจฉริยะในการออกแบบของโซเวียตได้อย่างชัดเจน

สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ได้ที่ > > gold123

ราคาซื้อขายปืน AK 47 ที่ขายอยู่ในตลาดมืด

ราคาอาวุธสงครามในตลาดมืด AK 47

Onilne Darkweb ราคา AK 47 อยู่ที่
2,800 usd คิดเป็นเงินไทย คือ
89,068.00 บาท

ซีเรีย ราคาซื้อขายอยู่ที่ 2,100 usd คิดเป็นเงินไทย 66,864.00 บาท

เลบานอน ราคาซื้อขายอยู่ที่
1,606 usd คิดเป็นเงินไทย
51,070.80 บาท

เยเมน ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,396 usd คิดเป็นเงินไทย
44,392.80 บาท

ไนจีเรีย ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,292 usd คิดเป็นเงินไทย
41,085.60 usd

ปากีสถาน ราคาซื้อขายอยู่ที่
1,205 usd คิดเป็นเงินไทย 38,319.00 บาท

เม็กซิโก (ชายแดนทางเหนือ)
ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,200 usd
คิดเป็นเงินไทย 38,160 บาท

เบลเยี่ยม ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,135 usd คิดเป็นเงินไทย 36,093.00 usd

อินเดีย ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,087 usd
คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 34,566.60 บาท

โซมาเลีย ราคาอยู่ที่ 750 usd คิดเป็นเงินไทย 23,850.00 บาท

อิรัก (ราคาซื้อขายของพวกเคิร์ด)
ราคาอยู่ที่ 700 usd คิดเป็นเงินไทย 22,260.00 บาท

อัฟกานิสถาน ราคาอยู่ที่ 600 usd คิดเป็นเงินไทย 19,104.00 บาท

ถามว่าทำไมยังมีการซื้อขาย ปืนเถื่อนพวกนี้อยู่ ปืนพวกนี้ไม่มีเลขทะเบียน เวลานำไปก่อเหตุ มันก็ไม่มีใครตามเจอ

AK 47

ในส่วนภาพ info นี้เป็นข้อมูลเก่าเมื่อปี 2017 ทำให้บางที่ราคาซื้อขายสูงขึ้น เช่น ตลาดมืดเบลเยี่ยม พักหลัง ทางรัฐบาลเบลเยี่ยม ได้เริ่มเอาจริงเอาจัง กับ ตลาดมืดพวกนี้ ทำให้ราคาซื้อขายสูงขึ้นเป็นเท่าตัว slotxo

เอเค-47 หรือ ปืนอาก้า (อังกฤษ: AK-47) เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมขนาด 7.62 ม.ม.ที่ทำงานด้วยระบบแก๊สและเลือกการยิงได้ มันถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยมีฮาอิล คาลาชนิคอฟ ของสหภาพโซเวียต ชื่อเอเค-47 ย่อมาจาก Avtomat Kalashnikova หรือ ‘Kalashnikov’s Automatic Rifle โดยระบบเลือกยิงนั้น มี กึ่งอัตโนมัติ และ อัตโนมัติ

การออกแบบเริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2487 ในปีพ.ศ. 2489 รุ่นหนึ่งของปืนเล็กยาวก็เกิดขึ้น มันมีชื่อว่าเอเค-46 ซึ่งถูกเสนอให้กับกองทัพ หนึ่งปีต่อมามีการดัดแปลงพานท้ายจนนำไปใช้ในกองทัพแดง การพัฒนาเบื้องต้นคือเอเคเอส-47 (S—Skladnoy แปลว่า”พับ”) ซึ่งแตกต่างตรงที่มันเป็นพานท้ายเหล็ก เอเค-47 ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2492 และถูกใช้โดยสมาชิกส่วนมากจากสนธิสัญญาวอร์ซอ

เอเค-47 ใช้กระสุนขนาด 7.62×39 ม.ม.ซึ่งสร้างความเสียหายได้มาก เนื่องจากกระสุนจะบดขยี้และสร้างสะเก็ดเข้าไปในเนื้อเยื่อ แต่ก็สร้างความเสียหายได้เล็กน้อยหากมันทะลุออกไปเสียก่อน

เอเค-47 รุ่นเดิมเป็นหนึ่งในปืนเล็กยาวจู่โจมอย่างแท้จริง แม้ว่าจะผ่านไปหกทศวรรษ แต่ด้วยความทนทาน ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และใช้งานง่าย ทำให้มันกลายเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก มันถูกผลิตในหลายประเทศและอยู่ในประจำการในกองทัพทั่วไป รวมทั้งพวกกลุ่มนักปฏิวัติและองค์กรก่อการร้าย เอเค-47 ยังถูกใช้เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาอาวุธปืนบุคคลแบบใหม่ ปืนตระกูลเอเคนั้นถูกผลิตขึ้นมามากกว่าปืนรุ่นอื่น ๆ รวมกัน

ประวัติ AK 47

ปืนเอเค-47 ได้รับการออกแบบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2484 และพัฒนาจนเป็นรูปแบบมาตรฐานในปี พ.ศ. 2490 เขาก็เห็นว่าไม่ยุติธรรมเลยที่กองทัพนาซีเยอรมันได้ใช้อาวุธปืนอัตโนมัติอันทันสมัยมากมายหลายรุ่น ตั้งแต่ปืนเล็กยาว ปืนกลมือเอ็มพี 40 ปืนกลเบาเอ็มจี 34 และปืนกลเบาเอ็มจี 42 รวมทั้งรถถังยานเกราะอีกมากมาย ในขณะที่กองทัพโซเวียตกลับมีเพียงปืนเล็กยาวโมซิน-นากองท์อันคร่ำครึมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 รวมไปถึงปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเอสวีที-40กับปืนกลมือ PPSH-41 เท่านั้น ส่วนปืนกลระดับหมู่ก็มีเพียงปืนกลเดกท์ยาร์ยอฟ โดยรถถังยานเกราะกับยุทโธปกรณ์ต่างๆของกองทัพโซเวียตในขณะนั้น ถ้าไม่เป็นของเก่าตกค้างมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่2ส่วนมากก็อยู่ในสภาพเก่าและไม่พร้อมใช้เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณซ่อมแซม

AK 47

ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรต่างได้ยึดอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารของนาซีเยอรมันไปเป็นต้นแบบในการผลิตอาวุธของตนเอง โดยคาลาชนิคอฟเองก็ได้นำรูปทรงของปืนเล็กยาวอัตโนมัติ StG 44 และเอสเคเค-45มาใช้เป็นแบบ ส่วนระบบกลไกบางส่วนนำมาจากปืนเอ็ม1กาแรนด์(M1 Garand )รวมทั้งได้นำกระสุนขนาด 7.62×54 mm. R และ 7.92×33 mm. Kurz มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา โดยได้มีการออกแบบและพัฒนาในเรื่องของกระสุนก่อน ซึ่งกระสุนมาตรฐานของกองทัพโซเวียตในขณะนั้นคือกระสุนขนาด 7.62×54 ม.ม.

ซึ่งประจำการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2434 โดยได้นำกระสุนขนาด 7.62×41 ม.ม.ที่มาจากโครงการAS-44มาใช้ทดสอบและมีการพัฒนาปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นมาใช้กับกระสุนขนาดนี้ด้วยคือปืนเอเค-46 ซึ่งยังมีรูปทรงคล้ายกับปืนเอสทีจี 44 อยู่มาก แต่เนื่องจากประสิทธิภาพของปืนและกระสุนไม่ดีเท่าที่ควรนักจึงได้มีการปรับปรุงปืนและกระสุนใหม่อีกครั้ง โดยมีการปรับปรุงกระสุนก่อนจนเป็นกระสุนขนาด 7.62×39 ม.ม.ซึ่งได้นำมาใช้ครั้งแรกกับปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเอสเคเอสหรือปืนเซกาเซ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก่อน พร้อมทั้งนำปืนไรเฟิลอัตโนมัติเอเค-46 มาปรับปรุงระบบกลไกและรูปทรงอีกครั้ง โดยได้เอารูปทรงของปืนเอสเคเอสเข้ามาร่วมในการออกแบบด้วย จนออกมาเป็นปืนเอเค-47 ที่มีรูปทรงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

อ่านต่อได้ที่ gold123