CheyTac

CheyTac แทรกแซงเป็นชาวอเมริกันสายฟ้ากระทำปืนไรเฟิลที่ผลิตโดยCheyTac LLC ซึ่งนอกจากนี้ยังสามารถจัดเป็นปืนไรเฟิลต่อต้านยุทธมันถูกป้อนโดยนิตยสารสแต็กเดี่ยวที่ถอดออกได้ 7 รอบ(มีนิตยสาร 5 รอบที่เป็นอุปกรณ์เสริม) มันเป็นลำโดยเฉพาะทั้งใน0.408 Chey Tacหรือ375 Chey TacกระสุนCheyTac LLC ระบุว่าระบบนี้มีความสามารถในการส่งมอบความแม่นยำขั้นต่ำของMOAที่ระยะสูงสุด 2,500 หลา (2,286 ม.) ซึ่งเป็นหนึ่งในระยะที่ยาวที่สุดในบรรดาปืนไรเฟิลในยุคปัจจุบัน มันจะขึ้นอยู่กับEDM แขน Windrunner

CheyTac

รายละเอียดการออกแบบ

ระบบ CheyTac ประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสามส่วน:

  1. .408 / .375 กระสุนCheyTac
  2. CheyTac”XTreme Long Distance ™” Rifle
  3. CheyTacAdvanced Ballistic Computer

CheyTacM200 Intervention เป็นปืนไรเฟิลสไนเปอร์โบลต์แบบหมุนด้วยตนเอง มีราง Picatinny ที่ด้านบนของตัวรับสัญญาณสำหรับติดตั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางแสงต่างๆ

ตลับหมึก

การแทรกแซง M200 บรรจุอยู่ในคาร์ทริดจ์. 408CheyTac หรือ. 375CheyTac CheyTac ได้พัฒนาคาร์ทริดจ์. 408CheyTac / .375 CheyTacเป็นพิเศษสำหรับการใช้งานระยะยาว ตลับหมึกมีการเพิ่มประสิทธิภาพความถูกต้องโดยความสมดุลของการหมุนและเส้นลากซึ่งจะช่วยลดหันเหและprecessionและช่วยให้ปลายของกระสุนปืนที่ชี้ไปตามวิถี

การป้อนกระสุน

การแทรกแซง M200 ถูกป้อนผ่านนิตยสารกล่องกลม 7 กล่องที่ถอดออกได้และยังมีนิตยสารกล่องกลม 5 กล่องให้เลือกอีกด้วย หรือสามารถใส่ตลับหมึกลงในห้องได้โดยตรง

Barrel 

การแทรกแซงของ M200 ใช้กระบอกแบบร่องลอยที่มีน้ำหนักมากซึ่งสามารถถอดออกได้อย่างรวดเร็วเพื่อเปลี่ยนหรือจัดเก็บและขนส่งและผ้าห่อศพที่ด้านหลังทำหน้าที่เป็นที่ยึดสำหรับ bipod แบบพับได้และที่จับสำหรับพกพา

เพื่อให้ได้เที่ยวบินที่สมดุลอัตราการบิดของปืนไรเฟิลสำหรับ. 408CheyTac Chambering ได้รับเลือกที่ 330.2 มม. (1:13 นิ้ว) โดยมีร่องขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4080 แปดร่อง, เส้นผ่านศูนย์กลาง 0.4010 รูและความกว้างของที่ดิน 0.050 “, การตัดสี่เหลี่ยมโดยไม่มีการเรียว .375 CheyTacรอบต่อมาซึ่งพัฒนามาจาก. 408CheyTac ใช้อัตราการบิดของปืนไรเฟิล 292 มม. (1: 11.5 นิ้ว)

อุปกรณ์ตะกร้อ

M200 Intervention มีเบรคปากกระบอกปืน McArthur PGRS-1 ซึ่งสามารถใช้เพื่อลดการหดตัว ได้รับการออกแบบโดยช่างทำปืนและนักประดิษฐ์อาวุธปืน Bruce McArthur เจ้าของ The Flint & Frizzen Gun Shop ใน Clarkston รัฐมิชิแกน เบรกปากกระบอกปืนยังถอดออกได้และสามารถเปลี่ยนได้ด้วยตัวป้องกัน OPSINC

ปืน

M200 Intervention มีก้นที่พับเก็บได้และพับเก็บได้ซึ่งปรับได้ตามความยาวของการดึงเพื่อความสะดวกในการจัดเก็บและขนส่ง ปืนยังประกอบด้วยโมโนพอดด้านหลังในตัวซึ่งมีบานพับและสามารถพับขึ้นได้เมื่อไม่ใช้งาน

ภาพแสงกลางวันและแสงน้อย

มีสถานที่ท่องเที่ยวทางแสงสองวันที่แตกต่างกันสำหรับ M200 Intervention สายตามาตรฐานคือ Nightforce NXS 5.5-22×56 กล้องส่องทางไกลกำลังขยายตัวแปรที่มีวัตถุประสงค์ 56 มม. สายตาทางเลือกอื่นคือ US Optics SN-9 ระบบการมองเห็นในเวลากลางคืนคือ AN / PVS-14 GEN III Pinnacle monocular ซึ่งยึดกับเลนส์กลางวันโดยใช้อุปกรณ์ Monoloc เลเซอร์อินฟราเรด AN / PEQ-2 ให้แสงสว่างเพิ่มเติมในสภาพแสงน้อย อุปกรณ์ยึดกับไททาเนียมสตรัท

CheyTac

อุปกรณ์เสริม

กล้องส่องทางไกลหาระยะเลเซอร์แบบเวกเตอร์

M200 Intervention มาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ขีปนาวุธขั้นสูงแบบพกพากล้องส่องทางไกลเลเซอร์เรนจ์ไฟและแพ็คเกจเซ็นเซอร์อุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อม ส่วนประกอบทั้งหมดเหล่านี้ร่วมกับปืนไรเฟิลเป็นส่วนหนึ่งของCheyTac Long Range Sniper System (LRRS) และเชื่อมโยงกับคอมพิวเตอร์ขีปนาวุธ ให้ข้อมูลและการคำนวณที่จำเป็นทั้งหมดสำหรับการยิงระยะไกลที่แม่นยำ

  • คอมพิวเตอร์ขีปนาวุธขั้นสูง – ชุดซอฟต์แวร์ระบบCheyTac Advanced Ballistic Computer (ABC) ใช้ข้อมูลการบินกระสุนแบบตารางที่ได้มาจากการทดสอบเรดาร์ดอปเลอร์ความเร็วสูงและแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เพื่อทำนายวิถีขีปนาวุธ ทำงานบนWindows Mobile 2003และรับข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศแบบใช้มือถือ Kestrel และกล้องส่องทางไกลเลเซอร์เรนจ์ไฟ Vector IV อย่างไรก็ตามเช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ทำนายผลขีปนาวุธอื่น ๆ เมื่อมีการใช้รอบซึ่งไม่ทราบข้อมูลการบินกระสุนที่สร้างด้วยเรดาร์ของ Doppler ระบบ ABC อาศัยแบบจำลองขีปนาวุธทางคณิตศาสตร์เท่านั้นเช่นเดียวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำนายขีปนาวุธอื่น ๆ ทั้งหมด ตารางข้อมูลที่พิมพ์มีให้สำหรับการใช้งานด้วยตนเอง หากไม่มีคอมพิวเตอร์รองรับประสิทธิภาพของนักยิงปืนระยะไกลบางคนอาจลดลงอย่างมากเนื่องจากอาจต้องพึ่งพาการสนับสนุนทางคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมากเพื่อให้ได้ค่าประมาณขีปนาวุธที่แม่นยำ
  • แพ็คเกจเซ็นเซอร์อุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อม – แพ็คเกจเซ็นเซอร์อุตุนิยมวิทยาและสิ่งแวดล้อม KESTREL 4000 (หรือ 4500 NV) จะวัดความเร็วลมอุณหภูมิอากาศความกดอากาศความชื้นสัมพัทธ์ลมหนาวและจุดน้ำค้าง KESTREL 4500 รุ่น NV เข้ากันได้กับอุปกรณ์คืนวิสัยทัศน์
  • เลเซอร์เรนจ์ไฟ – เวกเตอร์ IV ล้านบาทข้อมูลจำเพาะเลเซอร์ rangefinderมาตรการระยะทางได้ถึง 6,000 เมตร (6,561.7 หลา), บ้านและเข็มทิศดิจิตอลและชั้น 1 ตาฟิลเตอร์ที่ปลอดภัย

อ่านต่อได้ที่ > > > Head shot small Gun > > > SLOTXO > > Epic win

Smith & Wesson 27 ต้นตำหรับลูกโม่ .357 ที่แท้จริง!!

สมิธฯ ลูกโม่ 357 ขณะนั้นเป็นเจ้าตลาดปืนลูกโม่  มีปืนโมเดล 20 ขนาด .38 สเปเชียล ใช้โครงใหญ่รับกระสุน .44 และ .45  ได้ (โมเดล 21 ถึง 26) ทำให้นักนิยมปืนอเมริกันที่อัดกระสุนปืนเองได้ มั่นใจในความแข็งแรง  ค่อยๆ ทดลองเพิ่มดินปืนลงในปลอก .38 สเปเชียล จนได้ความเร็วเหนือกว่า .38 ซูเปอร์  (หัวกระสุน 130 เกรน ทำได้ 1,400 ฟุต/วินาที) ทางบริษัทสมิธฯ จึงรับช่วงออกแบบปืนและกระสุนใหม่ 

โดยยืดความยาวปลอกของ .38 สเปเชียล ออกไป .125 นิ้ว เพื่อความปลอดภัย คือป้องกันไม่ให้ลูกค้าซื้อกระสุนขนาดใหม่ไปใส่ปืนเก่า  เพราะแรงดันในรังเพลิงสูงเกินกว่าที่ปืนโครงเล็กรุ่นเก่าจะรับได้  ปลอกที่ยาวออกไปทำให้เมื่อใส่ในรังเพลิงสั้นจะปิดโม่ไม่ได้   เรียกกระสุนตัวใหม่นั้นว่า .357 แม็กนั่ม โดยตัวเลขนี้คือหน้าตัดที่แท้จริงของ .38 สเปเชียล  และเป็นครั้งแรกที่ใช้คำ “Magnum” เป็นชื่อกระสุนปืนสั้น  แต่เดิมมีเพียงกระสุนปืนยาวของบริษัทฮอลล์แลนด์ แอนด์ ฮอลล์แลนด์ (H&H) ที่ใช้คำนี้กับกระสุนคอขวด

ลูกโม่ 357

ในด้านของตัวปืน สมิธฯ เรียกชื่อว่า “รีจิสเตอร์ แม็กนัม” (Registered Magnum) ใช้โครงใหญ่ (N-Frame) โม่จุหกนัด เป็นปืนสั่งทำพิเศษรายกระบอก  เริ่มผลิตในปี 1935 ต่อเื่นื่องสี่ปี  ยอดขายสูงเกินกว่าจะรับใบสั่งครั้งละกระบอก จึงปรับเข้าสายการผลิตมาตรฐาน  เปลี่ยนชื่อเป็น 357 Magnum ตามขนาดกระสุน  และต่อมาใช้รหัส โมเดล 27 ลูกโม่ 357

ด้วยความเชื่อมั่นในอานุภาพของกระสุนกรณียิงใส่ตัวถัีงรถ ทำให้ปืนโมเดล 27 ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ตำรวจทางหลวงของสหรัฐฯ  สมิธฯ จึงออก รุ่น Highway Patrolman (โมเดล 28) เพื่อจับตลาดนี้โดยเฉพาะ  ตัวปืนเน้นความบึกบึน  ผิวดำด้าน ไม่ขัดเงาจัดเหมือนโมเดล 27 ซึ่งก็ช่วยให้ขายในราคาต่ำลงได้บ้าง

ลูกโม่ 357

ปืนนายแบบสัปดาห์นี้  เป็นโมเดล 27 ยุคใหม่จุแปดนัด โดยมิติภายนอกของโครงปืนและตัวโม่เท่ารุ่นหกนัดเดิม  เป็นปืนแต่งพิเศษที่ศูนย์เพิ่มสมรรถนะ (PC : Performance Center) ของสมิธฯ  จุดที่แตกต่างคือ  ด้ามไม้คัดพิเศษ  ศูนย์หน้าฝังตุ่มทอง  ไกเพิ่มสลักหยุดไก  และขัดผิวกลไกภายในให้เรียบลื่น ลดน้ำหนักไกทั้งดับเบิลและซิงเกิล  รหัสรุ่นสลักไว้ใต้บานพับเป็น 27-8 ใช้นกสับแบบใหม่  ตัวเข็มแทงชนวนฝังอยู่ที่โครงปืน

สมิธฯ โมเดล 27 กระบอกนี้  เหมาะสำหรับเป็นปืนเฝ้าบ้าน หรือเจ้าหน้าที่พกซองนอก  โครงปืนใหญ่ แข็งแรงทนทาน  ความแม่นยำสูง  ยิงซ้อมมือด้วยกระสุน .38 ที่มีขายในทุกสนาม  ใช้งานจริงต้องการสมรรถนะเต็มที่มี .357 แม็กนั่มให้เลือกหลายแบบ   การทำงานระบบลูกโม่ไกดับเบิล เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน 

ไม่ต้องกังวลเรื่องกระสุนขัดลำ  ความจุแปดนัดจัดว่ามากพอสำหรับงานป้องกันชีวิตและทรัพย์สิน  มีคำเตือนสำหรับปืนลูกโม่ทั้งหลาย คือไม่ควรบรรจุกระสุนค้างไว้ในโม่ตลอดเวลา  เพราะนอกจากเพิ่มความเสี่ยงอุบัติเหตุในบ้านแล้ว  ยังอาจทำให้กระสุนด้านได้้ถ้ามีน้ำมันแตะจานท้าย ซึมเข้าทางจอกชนวน

ติดตามผลงานดีๆ ได้ที่ SLOTXO สล็อตออนไลน์ Head shot small Gun

ปืนไทย ฝีมือช่างไทยส่วนใหญ่แล้ว ลูกโม่ 357 คุณภาพห่วย อย่างเค้าว่าจริงมั้ย ?

ปืนไทยประดิษฐ์ขอบอกเป็นความรู้นะครับเฉพาะปืนไทยที่มีทะเบียนนะครับ ปืนไทยมีหลายแบบครับแบบที่ขึ้นทะเบียนได้ที่ผมเห็น แบบหักลำครับ มีตั้งแต่ขนาด .22 – g12 ครับถ้าจะใช้ป้องกันตัวโดยปืนไทยแบบหักลำนี้แหละดีที่สุดครับปืนไทยแบบหักคอมีมาจากหลายช่างหลายซุ้มครับ ปืนไทยจากช่างเก่งๆก็จะดีครับ ลำกล้องจะรีดลูกพอประมาณ กลไกแข็งแรง ยิงเสร็จเวลาหักลำปลอกกระเด็นออกไม่ติดครับขนาดที่นิยมในแบบหักลำ .22 , .38 , .45 ,G12 ครับขนาดอืนก็นิยมลดลงไปตามชนิดกระสุนครับ  

ลูกโม่ 357

แบบต่อมาคือปืนลูกโม่ไทยประดิษฐ์ ครับ มีหลากหลายแบบตามราคาและตามความเก่งของช่างสมัยก่อนครับ แบบที่ผมเห็นมี แบบเปิดโม่แบบถอดสลัก แบบเปิดโม่แบบสมิธ ครับปืนไทยในแบบลูกโม่ระบบการทำงานต้องยอมรับว่าไม่ดีเท่าที่ควรไม่เสถียร กลไกชำรุดง่ายว่าปืนไทยแบบอื่นครับ เนื่องจากเหล็กไทยเป็นเหล็กเพลาขาวธรรมดาหรือเหล็กโรงกลึงทำให้ดอกจานที่โม่สึกทำให้โม่ไม่หมุนหรือหมุนไม่ลงล็อก หรือข้ามโม่ ครับลูกโม่ไทยส่วนมากลำกล้องไม่มีเกลียวไม่รีดลูกแต่แบบมีเกลียวและรีดลูกก็มีนะครับแต่น้อยมากครับปืนไทยชนิดลูกโม่จะไม่สามารถเปิดเพลสเพื่อซ่อมกลไกได้ครับจะใช้เป็นสลักตอกออกเพื่อถอดกลไกครับ

ลูกโม่ไทยถ้ายิงไปนานๆหน้าโม่กับโคนลำกล้องจะห่างทำให้แก๊สรั่วบางครั้งรูโม่ไม่ตรงจะมีเศษตะกั่วกระเด็นออกมาครับแบบลูกโม่ที่ผมเจอมีขนาด .22lr , .22magnum, .32 , .38 และที่ตามหากันและต้องระบบดีๆคือลูกโม่ไทย .410  แบบต่อมาแบบออโต้ครับ แบบออโต้ก็เหมื่อนแบบอื่นๆคือมีหลายช่างที่ผลิต ทำให้งานต่างกันออกไปครับ มีทำในออโต้หลายขนาดครับ มีที่เคยเห็น .22แม็กนั่ม .22แอลอาร์  6.35 7.65 .380 9มม .38ซูปเปอร์ .45acp โดยขนาด .22แม็กนั่ม จะมีปัญหามากที่สุดคือไม่สลัดปลอกปร่าวออกแต่กระชากด้วยมือจะออกง่ายดาย

เนื่องจากปลอกกระสุนที่บางและแรงดันรังเพลิงสูงปืนออโต้ไทยควรเล่นตั้งแต่ 6.35 ขึ้นไปดีกว่าครับ หรืออย่างน้อยก็ต้อง .22แอลอาร์ ครับ ปืนไทยแบบออโต้มีทั้งแบบมีเกลียวและไม่มีเกลียวครับ ระบบ รูปร่าง หน้าตาแบบ11 นิยมที่สุดครับแต่แก้ไขซ่อมแซมยากที่สุดครับเนื่องจากชิ้นส่วนเยอะ ระบบที่แค่รูปทรงเหมื่อน 1911 แต่ไม่มีหลังอ่อน ระบบจะดูแลง่ายกว่าครับและแข็งแรงกว่าครับมีทั้งแบบถอดสไลค์โดยการหมุนลำกล้อง และแบบถอดสไลค์โดยการถอดคันค้างสไลค์ครับ แบบแบบถอดคันค้างสไลค์เหมาะกับกระสุนแรงๆมากกว่าครับ

ปืนไทยเหมาะกับการสะสมที่รักในฝีมือช่างไทยมากกว่าป้องกันตัว หรือถ้าจะใช้ป้องกันตัวควรเลือกแบบหักลำครับถ้ากลัวเตะแรงก็เลือกความแรงตามขนาดกระสุนและรูปทรงและน้ำหนักตัวปืนครับ อันดับรองลงมาสำหรับปืนไทยป้องกันตัวคือออโต้ ตั้งแต่ 7.65 ขึ้นไปครับเลือกระบบดีๆสถาพดีๆนะครับ ผมเป็นคนนึงที่ชื่นชมฝีมือคนไทยครับ สนับสนุนแต่แบบมีทะเบียนนะครับ

L115A3 ปืนไรเฟิลซุ่มยิง Arctic Warfare Magnum

L115A3 เป็นชื่อที่อังกฤษใช้เรียกปืนไรเฟิลซุ่มยิง Arctic Warfare Magnum (AWM) ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ในปี 1996 ปืนไรเฟิลซุ่มยิง Arctic Warfare Magnum ได้เปลี่ยนไปใช้กระสุนลำกล้องขนาด .338 Lapua Magnum (8.6 x 70 มิลลิเมตร) กองทัพอังกฤษเรียกมันว่า L115A1 มันถูกใช้งานโดยกองทัพบกสหราชอาณาจักร กองกำลังนาวิกโยธินอังกฤษ และกองทัพอากาศอังกฤษ ในปี 2007 มีการส่งมอบ L115A3 ที่ดีขึ้น อาวุธนี้มีการปรับปรุงมากขึ้นจาก L115A1 เช่น กล้องเล็ง พานท้ายและแผ่นรองแก้มที่สามารถปรับได้ ขาทราย และปลอกลดเสียงL115A3 ทั้งหมด 580 กระบอกถูกส่งมอบให้กับกองทัพสหราชอาณาจักร ปืนไรเฟิลซุ่มยิงนี้ยังถูกใช้ในระหว่างสงครามอิรักและอัฟกานิสถาน

L115A3เป็นปืนไรเฟิลซุ่มยิงแบบ Bolt-action มีลำกล้องขนาด .338 Lapua Magnum กระสุนได้รับการออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับพลแม่นปืนของกองทัพ เป็นกระสุนที่มีระยะยิงไกล มีระยะหวังผลเทียบเท่ากับกระสุน​ขนาดลำกล้อง .50 BMG (12.7 x 99 มิลลิเมตร) ถึงแม้ว่า .338 Lapua Magnum จะมีพลังงานจลน์และการเจาะน้อยกว่า ในบางกรณีกระสุน .338 Lapua Magnum สามารถเจาะทะลุกระจกกันกระสุนได้

L115A3

L115A3 มีระยะยิงหวังผลตั้งแต่ 1,500-1,700 เมตร มันเป็นหนึ่งในปืนไรเฟิลซุ่มยิงที่ดีที่สุดในโลก ในปี 2009 มีการสร้างประวัติศาสตร์การยิงสังหารที่ไกลที่สุดด้วยปืนไรเฟิลซุ่มยิง L115A3ในอัฟกานิสถานโดย Craig Harrison พลแม่นปืนของกองทัพสหราชอาณาจักร ด้วยการยิงสังหารตอลิบานสองคนในระยะ 2,475 เมตร ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดในสงครามปัจจุบัน ก่อนโดนทำลายสถิติในปี 2017 โดยพลแม่นปืนของหน่วยปฏิบัติการพิเศษแคนาดาที่ระยะ 3,540 เมตร ด้วยปืนไรเฟิลซุ่มยิง McMillan Tac-50 ในสงความกลางเมืองอิรัก L115A3บรรจุกระสุนได้ 5 นัดในซองกระสุน

L115A3

L115A3 มีพานท้ายปืนที่สามารถพับได้ ซึ่งจะช่วยลดความยาวของปืนจึงทำให้มีความสะดวกในการใส่ในกระเป๋าเป้สะพายหลัง มีการปรับปรุงในส่วนของแผ่นรองแก้มที่สามารถปรับได้ ช่วยให้พลแม่นปืนมีความสะดวกสบายในการใช้กล้องเล็ง

L115A3มาพร้อมกับขาทรายปรับได้แบบใหม่ นอกจากนี้ยังมีขาตั้งกล้อง (monopod) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนพลแม่นปืนขณะที่กำลังทำการเล็งเป้าหมาย ปืนนี้มีรางแบบ Picatinny มาพร้อมกล้องเล็งกลางวันที่ทีการขยายภาพ 5-25x สามารถติดตั้งปลอกลดเสียงได้ ช่วยลดเสียงของปืนซึ่งจะช่วยให้ลดโอกาสที่ศัตรูจะตรวจหาตำแหน่งพบและช่วยเพิ่มโอกาสอยู่รอดของพลแม่นปืน

L115A3

ข้อมูลจำเพาะ
ประเภท : ปืนไรเฟิลซุ่มยิง
สัญชาติ : อังกฤษ
ผู้ผลิต : Accuracy International
เริ่ม​เข้า​ประจำการ : 2007ระบบ : Bolt-action
ขนาดลำกล้อง : 8.6 มิลลิเมตร
กระสุน​ : .338 Lapua Magnum (8.6 x 70 มิลลิเมตร)
น้ำหนัก : 6.8 กิโลกรัม
ความยาว : 1,300 มิลลิเมตร
ความยาวลำกล้อง : ~686 มิลลิเมตร
ความเร็วปากกระบอกปืน : ~936 เมตร/วินาที
บรรจุกระสุน : ซองกระสุน 5 นัด
ระยะยิงหวังผล : 1,500-1,700 เมตร

อ่านต่อเรื่องราวดีๆ ได้ที่ >>>>>> Head shot small Gun >>> SLOTXO

ปืนลูกโม่ Taurus ถึงสามารถเทียบกับลูกโม่ค่ายใหญ่ๆ

ปืนลูกโม่ จัดเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของคนอเมริกัน เริ่มจากโคลท์ จดสิทธิบัตรกลไกการหมุนและล็อกโม่ในปี 1836 ผูกขาดผลิตได้เจ้าเดียวอยู่ 20 ปี จนสิทธิบัตรหมดอายุคุ้มครอง จึงมี สมิธแอนด์เวสสัน บริษัทตั้งใหม่อายุเพียงสี่ห้าปีมาทำปืนลูกโม่ขายแข่ง สองยี่ห้อเก่าแก่นี้หากินกับปืนลูกโม่เป็นหลักอยู่หลายสิบปี จนเข้าศตวรรษที่ 20 โคลท์ ได้สัญญาซื้อปืน 1911 จากกองทัพ หันไปทุ่มเทกับปืนทหารทั้งสั้นยาว

จนเลิกทำ ปืนลูกโม่ ไปในที่สุด สมิธฯ ยังทำปืนลูกโม่เรื่อยมา มีคู่แข่งเกิดใหม่ร่วมชาติ คือ รูเกอร์ ที่เริ่มงานหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ออกแบบปืนลูกโม่ไกดับเบิลของตัวเอง คือ “Security Six” เริ่มขายในปี 1972 ขายกันอยู่สองยี่ห้อไม่มีคู่แข่งระดับใหญ่ใกล้เคียงจากยุโรป

 ปืนลูกโม่

นอกจากปืนอเมริกันดังกล่าวแล้ว มีลูกโม่ ทอรัส “ตรากระทิง” จากบราซิล ผู้ผลิตคือ Forjas Taurus ที่ถือได้ว่า เป็นโรงงานทำปืนลูกโม่ที่ใหญ่ที่สุดของโลกนอกประเทศสหรัฐอเมริกา ลูกโม่ของทอรัส ทำตามแบบ สมิธฯ เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากช่วงปี 1970 บริษัทแม่ของสมิธฯ เข้าถือหุ้นทอรัสถึงร้อยละ 54

ทอรัสจึงได้รับเทคโนโลยีจากสมิธฯ ไปพัฒนาต่อแบบก้าวกระโดด แม้ว่าอีกหกปีต่อมา เจ้าของทอรัสจะซื้อหุ้นคืนทั้งหมด ก็ไม่มีปัญหาใด ๆ ด้านละเมิดสิทธิบัตร ทอรัสขยายงานจนเข้าไปเปิดบริษัทในสหรัฐ เมื่อปี 1984 ผงาดขึ้นเป็นหนึ่งในสามยี่ห้อหลักของปืนลูกโม่ในตลาดโลก

ข้อดีข้อเสียปืนลูกโม่ S&W 637 ก่อนตัดสินใจซื้อ

 ปืนลูกโม่

S&W M-637…หรือ ชื่อเข้าโรงเรียนเรียก

CHIEFS SPECIAL AIRWEIGHT ตัวนี้มีต้นกำเนิดราว

ปี ๑๙๕๒ ครับ…จัดสร้างขึ้นเป็นสองขนาด คือ ๒ นิ้ว

(อันที่จริงไม่ถึง ๒ นิ้วดีครับ เป็น ๑ ๗/๘ นิ้ว) กับ ๓ นิ้ว

…. แรก ๆ อาจจะปลุกเสกไม่ดีเท่าที่ควร…. มวลสารที่ใช้

ในช่วงแรกที่เอามากดพิมพ์ทำโม่ และโครง ใช้มวลสาร

อลูมิเนียมอัลลอย …. แต่ตอนหลังพบว่าโม่ที่ทำด้วย

อลูมิเนียมเกิดมีปัญหาชำรุดเสียหายขึ้น ยิงลูก +P ไม่ได้

…. ทางโรงงานจึงเปลี่ยนมาใช้เหล็กรมดำ…และสเตนเลส

…แต่ท่านที่ใช้ปืนโม่/โครง อลูมิเนียมอัลลอย…อย่าเพิ่ง

ตกใจไปครับ…กลุ่มนี้…ถ้าผลิตหลังปี ๑๙๙๘ สามารถยิง

ลูก +P ได้อย่างสบาย ๆ แล้ว…ครับ

 ปืนลูกโม่

กลับที่ CHIEFS SPECIAL AIRWEIGHT อีกครั้ง

ครับ….M-637 รุ่นใหม่ตามสเปกเป็น REVOLVER .38

SPECIAL + P บรรจุ ๕ นัด…วัสดุเป็น SATIN

STAINLESS FINISH ดูสวยงามไม่มันวาว …. ระบบความ

ปลอดภัยใช้เป็น “แฮมเมอร์บล็อค” ตามแบบฉบับของ

สมิท ฯ พูดได้ว่าปืนตกไม่มีลั่น …. ศูนย์เป็นแบบต่อสู้ …

ไม่มีแง่ให้เกะกะเสื้อผ้า/เครื่องแบบ … เหมาะสำหรับเป็น

ปืนพกพาในลักษณะปืนแบคอัพ …. สวย…น่าใช้…ฝึกฝน

…และเก็บรักษาให้ดี….ครับ

อ่านต่อได้ที่ >>>> Head shot small Gun >> SLOTXO

ลูกโม่ มีเซฟ มีจริงป่าว ?

เมื่อมีคนมาพูดว่า ปืนลูกโม่มีเซฟ เราอย่าเพิ่งไปหัวเราะเขานะคับ มันเคยมี ปืน รีวอลเวอร์ หรือปืนลูกโม่ ที่บางบริษัท เคยผลิตออกมา (ปัจจุบันไม่มีแล้ว) เช่น ปืน สมิธ แอนด์ เวสสัน โมเดล 40 เซนเทนเนียล ขนาด .38 ผลิตเมื่อปี ค.ศ. 1952 เนื่องในโอกาสครบรอบร้อยปี ของ บ.สมิธฯ เป็น รีวอลเวอร์ ที่ยิงดับเบิลได้อย่างเดียว จะมีเซฟหลังอ่อนติดตั้งไว้ที่สันด้ามด้านหลัง การทำงานเหมือนกับห้ามไกหลังอ่อนของ 1911 คือ หากไม่กำด้ามให้หลังอ่อนยุบตัวลงไปในโครงด้ามก็จะไม่สามารถเหนี่ยวไกยิงได้ ต่อมาระบบเซฟนี้ได้ยกเลิกไป

ปัจจุบันนี้ ก็คือ M 640 สเตนเลส ซึ่งไม่มีเซฟตัวนี้ให้เห็นอีกแล้ว ปืนรีวอลเวอร์ ยี่ห้อ เมาเซอร์ ของเยอรมัน เป็นปืนรีวอลเวอร์ ขนาด .38 ผลิตออกมาราวปี ค.ศ. 1984 ปฏิบัติการ และรูปร่างเลียนแบบ โคลท์ดีเทคทีฟ สเปเชียล ต่างกันที่ข้างลำกล้องปาดไว้แบน ๆ ไม่กลมเหมือน ปืนโคลท์ดีเทคทีฟ ปืนลูกโม่เมาเซอร์ติดตั้งห้ามไกไว้ที่ท้ายโครงปืน หลังนกสับ โยกไปข้างหน้าเซฟ ยิงไม่ได้ ดึงถอยหลังปลดเซฟยิงได้

ข้อดีของห้ามไกคือ ถ้าเข้าเซฟเก็บไว้จะช่วยป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ แอบเอาไปยิงเล่นได้ หรือ ขณะปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จะช่วยป้องกันคนร้ายแย่งชิงปืนมายิงเราได้ (อย่างน้อยก็สักระยะเวลาหนึ่ง) ถ้าคนที่ไม่รู้ก็จะยิงไม่ออก แล้วค่อยแย่งปืนคืน ปืนรีวอลเวอร์ ของ อิตาลี ขนาด .38 ยี่ห้อ แกมบ้า อาร์มี่ รีนาโต รูปร่างคล้าย เมาเซอร์ สงสัยจะก็อปกันมาหรือซื้อลิขสิทธิ์มาผลิต เป็นรุ่น อาร์มี่ รีนาโต้ ไทรเด้นท์ (Trident) มีเซฟเหมือนเมาเซอร์ แต่รูปร่างเซฟแตกต่างกันไปบ้าง ทั้ง เมาเซอร์ และ อาร์มี่ รีนาโต้ ไทรเด้นท์ เคยมีการสั่งเข้ามาจำหน่ายในบ้านเราพักหนึ่งช่วงสั้น ๆ หลายปีมากแล้ว หลังจากนั้น ก็ไม่เคยเห็น บริษัทใดผลิตปืนที่มีเซฟ หรือห้ามไกแบบนี้อีกเลย นับว่าเป็นแนวความคิดและนวัตกรรมของคนสมัยนั้น เอามาแชร์ให้คนรุ่นนี้ได้ศึกษากันเป็นความรู้กันนะคับ

 ปืนลูกโม่

ปล.รูปค่อนข้างหาได้ยาก

Barrett M82

ปืนไรเฟิลซุ่มยิง Barrett M82 ออกแบบโดยนาย Ronnie Barrett ในปีค.ศ.1982 

ข้อมูลจำเพาะ 
ขนาดลำกล้อง : .50 BMG (12.7 x 99 mm. NATO) 
ระบบปฏิบัติการ : Short Recoil, Semi-Automatic 
ระยะยิงหวังผล : 1,448 มม. 
ความยาวลำกล้อง : 737 มม. 
ความจุกระสุน : 10 นัดบรรจุด้วยซองกระสุนแบบกล่อง 
กำลังขยายสูงสุดของกล้อง : 10 X 
น้ำหนักตัวปืนเปล่า : 12.9 กก. 
ความเร็วปากลำกล้อง : 2,800 ft/s หรือ 854 m/s (ใช้กระสุน M33 Ball) 
ระยะยิงไกลสุด : 1,800 ม. 
ความแม่นยำ : 1.5 – 2.0 MOA (กลุ่มกระสุนในระยะยิงเมื่อเทียบจากอัตราส่วนกลุ่มกระสุน 1 นิ้วในระยะยิง 100 หลา) 

Barrett M82

ส่วนการยิงทะลุฝาผนังบ้านเข้าไปนั้น ต้องดูกระสุนก่อนครับว่าเป็นแบบไหน ถ้ายิงใส่บ้านธรรมดาก่ออิฐถือปูนทั่วไปใช้ลูกธรรมดา (Ball) ก็พอจะทะลุทะลวงเข้าไปได้บ้างแล้วนะครับ แต่ไม่ได้ทะลุเข้าไปง่ายดายเหมือนยิงกระดาษเสียหน่อย แต่ถ้าไปเจอพวกผนังคอนกรีตเสริมเหล็กหนา 20 มม.หรือมีชั้นแผ่นเหล็กกล้าหุ้ม อันนี้คงต้องพึ่งอำนาจการยิงของกระสุนเจาะเกราะธรรมดา (AP : Armor-Piercing) กับกระสุนเจาะเกราะเพลิง (API : Browning Armor-Piercing-Incendiary) แล้วละครับ แต่ผมว่าถ้าศัตรูอยู่ในบ้านหรือในรูก็สู้ปืนพ่นไฟไม่ได้หรอกครัู้บ พ่นเข้าไปทีวิ่งออกมาียังกับมดแตกรัง ไฟงี้ลุกท่วมตัว กลิ่นน้ำมัน กลิ่นเนื้อไหม้เหม็นคลุ้งไปหมด  

แล้วปืนไรเฟิลซุ่มยิง Barrett M82 ยังไม่มีการจัดลงหน่วยทหารใดๆทั้งสิ้นนะครับ เนื่องจากอำนาจการยิงที่รุนแรงเกินไป และที่สำคัญราคาค่าตัวของปืนมันแพงเกินไปครับ

หน้าตาปืนซุ่มยิงขนาด .50 นิ้ว BMG.ก็ประมาณนี้แหละครับ กระสุนขนาดนี้ปกติใช้สอยเครื่องบินรบแบบใบพัดสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง พอมาสมัยนี้ยิงเครื่องบินไอพ่นไม่ถึง/ไม่ทันกันแล้ว เลยต้องเอามาใช้ยิงหัวคนเล่นแทน  
ด้วยขนาดและน้ำหนักมหึมาของหัวกระสุน ทำให้มีระยะหวังผลที่ไกลมาก แถมแรงปะทะสูงจนที่กำบังขนาดผนังอิฐบล็อกหรืออิฐมอญไม่สามารถต้านทานมันได้ เลยเป็นตัวเลือกที่เอาไว้ใช้สอยพวกสไนเปอร์ด้วยกันที่ชอบแอบอยู่ตามตึกในสงครามกลางเมืองซาราเจโว แบบยิงถล่มให้ทั้งผนังและคนกระจุยไปด้วยกันเลยไม่ต้องรอให้โผล่หัวออกมา ถูกเลือกมาใช้ในสงครามอิรักเพราะเป็นทะเลทรายที่โล่งๆ ทหารไอ้กันจะได้ไม่ต้องเสี่ยงตายเข้าไปยิงในระยะที่อาจถูกตามล่าได้ง่ายๆเมื่อเสร็จภารกิจแล้ว แบบว่ายิงไปแล้วจะได้มีเวลาหนีทันไง ไม่งั้นพวกแขกมันสวนด้วย RPG.แน่ๆ 

ติดตามข่าวสารดีๆได้ที่ >>>>> Head shot small Gun
สำหรับนักเชื่องดวง >>>>> SLOTXO

ทำไมตำรวจไทยถึงนิยมใช้ ปืนลูกโม่ .38 มากกว่า

เหตุผลที่ตำรวจใช้ปืนลูกโม่ เพราะ ปืนลูกโม่ .38 เป็นปืนที่ทางราชการมีให้เบิกเฉพาะผู้ที่ต้องการเบิกเป็นรายบุคคลไป

ไม่ได้มีแจกให้กับตำรวจทุกคนอาวุธปืนสั้นประจำกายของทางราชการตำรวจ  ส่วนมาก จะเป็น สมิธฯ ศูนย์ตาย ลำกล้อง 4 นิ้ว รมดำ และในแบบฝึก ของโรงเรียนตำรวจมักเน้นให้ฝึก ปืนลูกโม่ เป็นหลัก ยกเว้นที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จะมีการฝึก ทั้ง ปืน ออโต และลูกโม่

ปืนลูกโม่ .38

ตำรวจที่ไม่ได้มีความสนใจในเรื่อง อาวุธปืนเป็นพิเศษ จึง นิยมใช้กันเพราะถือว่าพอเพียงที่จะป้องกันตัวเองแล้ว รวมทั้ง ตำรวจบางสายงาน ที่ไม่ได้ใช้อาวุธปืนเป็นหลัก ก็จะพกเพียงเพื่อประกอบกับเครื่องแบบ ถ้าไม่ได้แต่งเครื่องแบบก็มักไม่พกปืน  แต่ปัจุบันตำรวจที่จบมาใหม่ๆ

มักนิยมใช้ปืน ออโต มากกว่า รวมทั้งตำรวจในสายงานปรามปราบหรืองานสืบสวนก็มักนิยมปืน ออโต เพราะมีโอกาสที่จะปะทะกับคนร้ายมากกว่า ส่วน ตำรวจชั้นสัญญาบัตรส่วนใหญ่ที่ไม่นิยกพกปืนกัน น่าจะเป็นเพราะท่านไม่ได้คิดจะไปจับใคร หรือไปปะทะกับคนร้ายที่ไหน

มักอยู่ในตำแหน่งบริหารและสั่งการ หากมีเหตุร้ายเกิดตรงหน้า ท่านก็หลบและเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาเสี่ยงแทน น่าจะเหมาะสมและถนัดในงาน ใช้แรงแบบนี้มากกว่าตัวเองซึ่งถนัดการสั่ง กับวางแผน ปืนลูกโม่ .38

อ่านต่อได้ที่ > > > gold123 > > > > SLOTXO

ระหว่างปืนลูกโม่ กับปืนเซมิออโต้ แบบไหนปลอดภัยไว้ใจได้มากที่สุด

ปืนลูกโม่แค่ใส่กระสุนเข้าโม่ ปิดโม่ แล้วยิงได้เลย แต่ปืนกึ่งอัตโนมัติเมื่อใส่ซองกระสุนแล้วต้องกระชากสไลด์ถอย หลังเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงและง้างนกสับก่อนจึงจะยิงได้ ซึ่งเสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่เล็กน้อย ในกรณีที่ยิงจนหมดแล้วการบรรจุกระสุนใหม่ปืนกึ่งอัตโนมัติแค่ปลดซองกระสุน เก่าออกแล้วเสียบซองกระสุนใหม่เข้าไป จากนั้นปลดล็อคคันค้างสไลด์เพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงแล้วยิงต่อได้เลย ซึ่งใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ลูกโม่เมื่อเทปลอกกระสุนออกจากโม่แล้วต้องใส่ลูกปืนลงไปใหม่ด้วยมือซึ่งเสียเวลาพอสมควรซึ่ง เงื่อนไขนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อได้เตรียมซองกระสุนซึ่งบรรจุกระสุนไว้

ปืนลูกโม่ .38

ก่อนแล้วเท่านั้น เพราะถ้าต้องมานั่งบรรจุกระสุนใส่ในซองกระสุนแล้วค่อยเสียบเข้าตัวปืนก็คง เสียเวลามากกว่าปืนลูกโม่เป็นแน่ในทางกลับกันถ้าผู้ใช้ปืนลูกโม่ได้เตรียมกระสุนใส่ในสปีดโรดเดอร์ (Speed loader)หรือเจ็ตโรดเดอร์ (Jet loader) ไว้ก่อนแล้ว ระยะเวลาในการบรรจุกระสุนใหม่ก็ไม่แพ้ปืนกึ่งอัตโนมัติ นอกจากนั้นบางท่านที่ใช้ปืนลูกโม่แม้จะบรรจุกระสุนด้วยมือก็ไม่ได้ช้ากว่าปืนกึ่งอัตโนมัติแต่ต้องฝึกฝนกันพอสมควร(ผมถือว่าพวกนี้เป็นมนุษย์พันธุ์พิเศษครับ)

หากต้องการทำให้ปืนอยู่ในสภาพที่ปลอดภัยไม่ลั่นออกมาเองสำหรับปืนลูกโม่ก็ง่ายมากแค่เปิดโม่ปืนก็ปลอดภัยแล้วแต่สำหรับปืนกึ่งอัตโนมัติต้องทำหลายขั้นตอนกว่าปืนจะถือได้ว่าปลอดภัย (ต้องทำตามลำดับดังนี้ ปลดซองกระสุนกระชากสไลด์ 2-3 ครั้ง มองดูในช่องรังเพลิงว่าไม่มีกระสุนค้างอยู่ภายใน เหนี่ยวไกยิงทิ้งไปหนึ่งครั้ง)

นอกจากนั้นเวลาเก็บปืนที่บรรจุกระสุนไว้แล้วเพื่อความปลอดภัยและพร้อมใช้งานเมื่อยามจำเป็น

ปืนลูกโม่ .38

สำหรับปืนลูกโม่ถึงบรรจุกระสุนในโม่จนเต็มก็ถือว่าปลอดภัย ปืนตกพื้นอย่างไรก็ไม่ลั่นออกมาเองได้อย่างแน่นอนนั้นคือจุดเด่นอีกข้อของปืนลูกโม่ในแง่ความปลอดภัย และเมื่อต้องการใช้ปืนก็หยิบขึ้นมายิงได้ทันที ส่วนปืนกึ่งอัตโนมัติมีหลายวิธีในการเก็บปืนหากบรรจุกระสุนในซองกระสุนและใส่ในตัวปืนแล้ว

วิธีแรกไม่ต้องกระชากสไลด์เพื่อป้อนกระสุนนัดแรกเตรียมไว้ก่อนก็ถือว่าปลอดภัยทีเดียว
เพราะไม่มีกระสุนอยู่ในรังเพลิงไม่มีโอกาสที่กระสุนจะลั่นออกไปได้ แต่ยามจะใช้งานขึ้นมาก็ต้องเสียเวลากระชากสไลด์ก่อนหนึ่งครั้งเพื่อป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงจึงจะยิงได้ซึ่งเสียเวลาอยู่พอสมควร ในยามวิกฤติทุกวินาทีหมายถึงชีวิต

แต่ถ้าป้อนกระสุนเข้ารังเพลิงไว้ก่อนก็ต้องหาวิธีทำให้ปืนปลอดภัยจากการตกหล่นแล้วลั่นหรือปืนลั่นออกไปได้ง่ายเกินไปจึงอาจต้องขึ้น Safety ของปืนไว้เพื่อทำให้เหนี่ยวไกไม่ได้และขัดกับสไลด์ไว้ เวลาจะยิงก็ต้องอย่าลืมปลด Safety ด้วยไม่อย่างนั้นก็ยิงไม่ออก (ในเวลาคับขันอาจลืมได้) หรืออีกวิธีหนึ่งคือปืนที่มีระบบการลดนกสับลงครึ่งหนึ่งหรือลดลงจนชิดโครงปืนก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งปืนจะยิงไม่ได้จนกว่าจะง้างนกสับถอยหลังจนสุด (ในเวลาคับขันก็ยังอาจลืมได้เช่นกัน) ในปืนกึ่งอัตโนมัติบางยี่ห้อหรือบางรุ่นไม่มี Safety หรือระบบลดนกมาให้ดังนั้นความปลอดภัยในการใช้ปืนจึงขึ้นอยู่กับผู้ที่ถือปืนกระบอกนั้นเท่านั้น โดยรวมๆแล้วปืนลูกโม่ทำให้ปลอดภัยได้ง่ายกว่าปืนกึ่งอัตโนมัติ

PPSH 41 ปืนกลมือราคาถูกแต่ประสิทธิภาพเกินร้อย

PPSH 41 ปืนกลมือราคาถูกแต่ประสิทธิภาพเกินร้อย ทำงานด้วยระบบแรงสะท้อนถอยหลัง (blowback action) ปืนเป็นระบบลูกเลื่อนเปิด เมื่อลั่นไกจะทำให้ลูกเลื่อนกระแทกเข้าไป ป้อนกระสุนแล้วลั่นไก ส่งผลให้ยิงนัดแรกไม่แม่นเท่าไหร่แต่ก็เป็นระบบที่ง่ายและราคาถูก ทำให้ผลิตได้เป็นจำนวนมาก จัดว่าเป็นปืนกลมือที่ดีที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง

คุณสมบัติที่ทำให้มันถูกจัดเป็นปืนกลมือที่ดีที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สองคือ ราคาถูก บำรุงรักษาง่าย ใช้งานง่ายด้วยระบบลูกเลื่อนเปิด slotxo บรรจุกระสุนได้มาก กระสุนมีอำนาจทะลุทะลวงสูงแม้จะมีหน้าตัดเล็กส่วันที่ยื่นจากลำกล้องมามีหน้าที่ลดแรงสะบัดไม่ให้มากเกินไปเนื่องจากอัตราการยิงที่สูง

ทำให้ควบคุมปืนได้ดีขึ้นกระสุนที่ใช้เป็นขนาด 7.62×25 มม. ขนาดเดียวกับปืนพกโตกาเรฟ เป็นกระสุนที่ยิงทะลุเสื้อเกราะได้แม็กกาซีนมีทั้งแบบ 35นัด และแบบกลม 71นัด แต่แม็ก 71นัด มักมีปัญหาเมื่อบรรจุกระสุนมากกว่า 65นัด และบรรจุกระสุนยากกว่าเเม็ก 35นัดด้วยจำนวนกระสุนที่มาก อัตราการยิงที่สูงถึงพันนัดต่อนาที

PPSH 41

ทำให้เหมาะกับการต่อสู้ระยะใกล้โดยเฉพาะในอาคาร ทหารเยอรมันจึงชอบเก็บ PPSH-41มาใช้เป็นประจำหลังสงครามโลก PPSH-41ถูกนำไปดัดแปลง ลอกเลียนแบบออกมามากมาย เป็นการยืนยันถึงอัจฉริยะในการออกแบบของโซเวียตได้อย่างชัดเจน

สามารถติดตามข่าวสารดีๆ ได้ที่ > > gold123

ราคาซื้อขายปืน AK 47 ที่ขายอยู่ในตลาดมืด

ราคาอาวุธสงครามในตลาดมืด AK 47

Onilne Darkweb ราคา AK 47 อยู่ที่
2,800 usd คิดเป็นเงินไทย คือ
89,068.00 บาท

ซีเรีย ราคาซื้อขายอยู่ที่ 2,100 usd คิดเป็นเงินไทย 66,864.00 บาท

เลบานอน ราคาซื้อขายอยู่ที่
1,606 usd คิดเป็นเงินไทย
51,070.80 บาท

เยเมน ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,396 usd คิดเป็นเงินไทย
44,392.80 บาท

ไนจีเรีย ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,292 usd คิดเป็นเงินไทย
41,085.60 usd

ปากีสถาน ราคาซื้อขายอยู่ที่
1,205 usd คิดเป็นเงินไทย 38,319.00 บาท

เม็กซิโก (ชายแดนทางเหนือ)
ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,200 usd
คิดเป็นเงินไทย 38,160 บาท

เบลเยี่ยม ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,135 usd คิดเป็นเงินไทย 36,093.00 usd

อินเดีย ราคาซื้อขายอยู่ที่ 1,087 usd
คิดเป็นเงินไทยอยู่ที่ 34,566.60 บาท

โซมาเลีย ราคาอยู่ที่ 750 usd คิดเป็นเงินไทย 23,850.00 บาท

อิรัก (ราคาซื้อขายของพวกเคิร์ด)
ราคาอยู่ที่ 700 usd คิดเป็นเงินไทย 22,260.00 บาท

อัฟกานิสถาน ราคาอยู่ที่ 600 usd คิดเป็นเงินไทย 19,104.00 บาท

ถามว่าทำไมยังมีการซื้อขาย ปืนเถื่อนพวกนี้อยู่ ปืนพวกนี้ไม่มีเลขทะเบียน เวลานำไปก่อเหตุ มันก็ไม่มีใครตามเจอ

AK 47

ในส่วนภาพ info นี้เป็นข้อมูลเก่าเมื่อปี 2017 ทำให้บางที่ราคาซื้อขายสูงขึ้น เช่น ตลาดมืดเบลเยี่ยม พักหลัง ทางรัฐบาลเบลเยี่ยม ได้เริ่มเอาจริงเอาจัง กับ ตลาดมืดพวกนี้ ทำให้ราคาซื้อขายสูงขึ้นเป็นเท่าตัว slotxo

เอเค-47 หรือ ปืนอาก้า (อังกฤษ: AK-47) เป็นปืนเล็กยาวจู่โจมขนาด 7.62 ม.ม.ที่ทำงานด้วยระบบแก๊สและเลือกการยิงได้ มันถูกสร้างขึ้นครั้งแรกโดยมีฮาอิล คาลาชนิคอฟ ของสหภาพโซเวียต ชื่อเอเค-47 ย่อมาจาก Avtomat Kalashnikova หรือ ‘Kalashnikov’s Automatic Rifle โดยระบบเลือกยิงนั้น มี กึ่งอัตโนมัติ และ อัตโนมัติ

การออกแบบเริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2487 ในปีพ.ศ. 2489 รุ่นหนึ่งของปืนเล็กยาวก็เกิดขึ้น มันมีชื่อว่าเอเค-46 ซึ่งถูกเสนอให้กับกองทัพ หนึ่งปีต่อมามีการดัดแปลงพานท้ายจนนำไปใช้ในกองทัพแดง การพัฒนาเบื้องต้นคือเอเคเอส-47 (S—Skladnoy แปลว่า”พับ”) ซึ่งแตกต่างตรงที่มันเป็นพานท้ายเหล็ก เอเค-47 ถูกยอมรับอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2492 และถูกใช้โดยสมาชิกส่วนมากจากสนธิสัญญาวอร์ซอ

เอเค-47 ใช้กระสุนขนาด 7.62×39 ม.ม.ซึ่งสร้างความเสียหายได้มาก เนื่องจากกระสุนจะบดขยี้และสร้างสะเก็ดเข้าไปในเนื้อเยื่อ แต่ก็สร้างความเสียหายได้เล็กน้อยหากมันทะลุออกไปเสียก่อน

เอเค-47 รุ่นเดิมเป็นหนึ่งในปืนเล็กยาวจู่โจมอย่างแท้จริง แม้ว่าจะผ่านไปหกทศวรรษ แต่ด้วยความทนทาน ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และใช้งานง่าย ทำให้มันกลายเป็นปืนเล็กยาวจู่โจมที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก มันถูกผลิตในหลายประเทศและอยู่ในประจำการในกองทัพทั่วไป รวมทั้งพวกกลุ่มนักปฏิวัติและองค์กรก่อการร้าย เอเค-47 ยังถูกใช้เพื่อเป็นฐานในการพัฒนาอาวุธปืนบุคคลแบบใหม่ ปืนตระกูลเอเคนั้นถูกผลิตขึ้นมามากกว่าปืนรุ่นอื่น ๆ รวมกัน

ประวัติ AK 47

ปืนเอเค-47 ได้รับการออกแบบครั้งแรกในปี พ.ศ. 2484 และพัฒนาจนเป็นรูปแบบมาตรฐานในปี พ.ศ. 2490 เขาก็เห็นว่าไม่ยุติธรรมเลยที่กองทัพนาซีเยอรมันได้ใช้อาวุธปืนอัตโนมัติอันทันสมัยมากมายหลายรุ่น ตั้งแต่ปืนเล็กยาว ปืนกลมือเอ็มพี 40 ปืนกลเบาเอ็มจี 34 และปืนกลเบาเอ็มจี 42 รวมทั้งรถถังยานเกราะอีกมากมาย ในขณะที่กองทัพโซเวียตกลับมีเพียงปืนเล็กยาวโมซิน-นากองท์อันคร่ำครึมาตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 รวมไปถึงปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเอสวีที-40กับปืนกลมือ PPSH-41 เท่านั้น ส่วนปืนกลระดับหมู่ก็มีเพียงปืนกลเดกท์ยาร์ยอฟ โดยรถถังยานเกราะกับยุทโธปกรณ์ต่างๆของกองทัพโซเวียตในขณะนั้น ถ้าไม่เป็นของเก่าตกค้างมาจากช่วงสงครามโลกครั้งที่2ส่วนมากก็อยู่ในสภาพเก่าและไม่พร้อมใช้เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณซ่อมแซม

AK 47

ต่อมาภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง กองทัพฝ่ายสัมพันธมิตรต่างได้ยึดอาวุธและเทคโนโลยีทางการทหารของนาซีเยอรมันไปเป็นต้นแบบในการผลิตอาวุธของตนเอง โดยคาลาชนิคอฟเองก็ได้นำรูปทรงของปืนเล็กยาวอัตโนมัติ StG 44 และเอสเคเค-45มาใช้เป็นแบบ ส่วนระบบกลไกบางส่วนนำมาจากปืนเอ็ม1กาแรนด์(M1 Garand )รวมทั้งได้นำกระสุนขนาด 7.62×54 mm. R และ 7.92×33 mm. Kurz มาเป็นต้นแบบในการพัฒนา โดยได้มีการออกแบบและพัฒนาในเรื่องของกระสุนก่อน ซึ่งกระสุนมาตรฐานของกองทัพโซเวียตในขณะนั้นคือกระสุนขนาด 7.62×54 ม.ม.

ซึ่งประจำการมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2434 โดยได้นำกระสุนขนาด 7.62×41 ม.ม.ที่มาจากโครงการAS-44มาใช้ทดสอบและมีการพัฒนาปืนไรเฟิลอัตโนมัติขึ้นมาใช้กับกระสุนขนาดนี้ด้วยคือปืนเอเค-46 ซึ่งยังมีรูปทรงคล้ายกับปืนเอสทีจี 44 อยู่มาก แต่เนื่องจากประสิทธิภาพของปืนและกระสุนไม่ดีเท่าที่ควรนักจึงได้มีการปรับปรุงปืนและกระสุนใหม่อีกครั้ง โดยมีการปรับปรุงกระสุนก่อนจนเป็นกระสุนขนาด 7.62×39 ม.ม.ซึ่งได้นำมาใช้ครั้งแรกกับปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติเอสเคเอสหรือปืนเซกาเซ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีก่อน พร้อมทั้งนำปืนไรเฟิลอัตโนมัติเอเค-46 มาปรับปรุงระบบกลไกและรูปทรงอีกครั้ง โดยได้เอารูปทรงของปืนเอสเคเอสเข้ามาร่วมในการออกแบบด้วย จนออกมาเป็นปืนเอเค-47 ที่มีรูปทรงอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

อ่านต่อได้ที่ gold123

SMITH WESSON M42 ปืนที่โครตดี แต่ไม่มีใครพูดถึง

SMITH WESSON M42 .38 Spe.

SMITH WESSON M42 ผู้ผลิตยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตปืนรีวอลเวอร์ ที่ทั่วโลกยอมรับในการผลิต แต่ปืนกระบอกนี้เกือบจะไม่ได้รับการกล่าวถึงทั้งที่มีความโดดเด่นในตัวเองไม่น้อย เกมส์ต่อสู้ pc

SMITH  WESSON M42

M40 และ M42 ยุติสายการผลิตลงไปในปีค.ศ.1974 จนถึงปีค.ศ.1980 สมิธฯก็นำเอา M42 Centennial มาผลิตใหม่อีกครั้งพร้อมกับพัฒนาเป็น M442 โม่ผลิตด้วยคาร์บอนรมดำ โครงอัลลอย ซึ่งได้รับการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

5 นัดในโม่ของ M42เพียงพอสำหรับการป้องกันตัว แม้จะเป็นโครงเจ แต่สามารถยิงกระสุน .38Spe. แรงสูงประเภท +พีได้อย่างปลอดภัย

SMITH  WESSON M42

M42 Centennail .38 spe. เป็นปืนรีวอลเวอร์ลำกล้องสั้นเหมาะสำหรับการพกซ่อน นอกเหนือไปจากการที่เป็นปืนโครง-เจซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดแล้ว ก็ยังไม่มีหงอนนกยื่นออกมาให้เกะกะหรือเกี่ยวติดเสื้อผ้า รูปทรง ความสวยงามดูลงตัวครับ

อ่านต่อได้ที่ gold123

แนะนำปืนดีน่าใช้ CZ-75 เจาะประวัติ ราคาพร้อมสเปค

ประวัติ (Histrory) CZ-75

ประเทศเชโกสโลวาเกียถูกเยอรมนียุคนาซีเรืองอำนาจเข้ายึดครองเมื่อปี ค.ศ.1939 และเพียงสองปีต่อมา CZ-75 โลกก็เข้าสู่มหาสงครามครั้งที่สอง ซึ่งในที่สุดเยอรมนีเป็นฝ่ายแพ้สงคราม เชโกสโลวาเกีย เป็นอิสระอีกครั้งในปี ค.ศ.1945 ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกเป็นสองฝ่าย ตะวันออก กับ ตะวันตก หรือ “สังคมนิยม” กับ “ทุนนิยม” โดยฝ่ายแรกมีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ ฝ่ายหลังมีสหรัฐ ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปเป็นนักเลงใหญ่ จัดตั้ง “นาโต้” (NATO) เป็นกองทัพรวมหลายชาติ ไว้คานอำนาจโซเวียตโดยเฉพาะ มีการเผชิญหน้าตึงเครียดเป็นระยะ ๆ แต่ยังไม่ถึงขั้นใช้กำลังทหารรบกันจริง เรียกโดยทั่วไปว่าฃ“สงครามเย็น”

โดยเชโกสโลวาเกียเป็นหนึ่งในกลุ่มยุโรปตะวันออกเยอรมนีช่วงเตรียมตัวเข้าสงครามทุ่มเทพัฒนาเทคโนโลยีด้านการผลิตอาวุธอย่างจริงจัง หลังแพ้สงครามเครื่องจักรเครื่องกลการผลิตเหล่านั้นจึงถูกประเทศ “ผู้ชนะ” หรือ “ผู้เสียหาย” แบ่งแยกยึดไปเป็นค่าปฏิกรณ์สงคราม ที่น่าสนใจคือมีเครื่องผลิตลำกล้องปืนล้ำยุคด้วยกระบวนการ “แฮมเมอร์ฟอร์จ” (hammer forge) เครื่องหนึ่ง ตกเป็นของเชโกสโลวาเกียโรงงาน “บรอโน” (Brno) ได้ใช้ผลิตลำกล้องปืนลูกกรดต้นตระกูลของ “ซีแซด452”ที่บ้านเรารู้จักกันดีสำหรับอุตสาหกรรมอาวุธปืนนี้ เชโกสโลวาเกีย จัดเป็นดาวเด่นของค่ายสังคมนิยม ปืนยี่ห้อ “ซีแซด” เกมส์น้ํากับไฟy8

(CZ : ย่อจาก Ceska Zbrojovka) จากเชโกฯ ขายดีเกือบทั่วโลก มียกเว้นเพียงในสหรัฐอเมริกา ที่เป็นตลาดใหญ่ที่สุด เพราะในยุคสงครามเย็นนั้น ผู้นำเข้าสหรัฐ ไม่สามารถสั่งซื้อปืนจากประเทศ “ฝ่ายตรงข้าม” ได้ จะมีการนำเข้าปืนจากโซเวียตหรือเชโกสโลวาเกียบ้างก็ต้องสั่งจากแคนาดาหรือออสเตรเลียเป็นต้น CZ เป็นโรงงานผลิตอาวุธปืนที่มีชื่อมากในประเทศ สาธารณะเชโกสโลวาเกีย และเป็นที่ยอมรับกันว่าปืนที่ ผลิตโดย CZ เป็นปืนที่มีความแม่นยำ และระบบปฏิบัติการ ในระดับสูงทีเดียว ปืนของ CZ ที่มีชื่อมาก ๆ เช่น CZ 85 , CZ 75 หรือจะเป็นปืนยาว(ไรเฟิล) ก็ เช่น CZ 452 จนถึงทุกวันนี้ยังหาปืนในระดับเดียวที่มีความแม่นยำใกล้เคียงได้ยาก

CZ-75

ปืนพกรุ่นที่โด่งดังที่สุดของซีแซด คือ CZ 75 ออกแบบสำเร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1975 และบรรจุเข้าประจำการในหน่วยงานตำรวจของเช็กในปี ค.ศ.1976 พร้อม ๆ กับการส่งออกขายทั่วโลก ที่ CZ มุ่งหน้าผลิตปืนโครงเหล็กมาโดยตลอด มาถึงวันหนึ่งก็ต้องยอมรับตามข้อเสนอของตำรวจเชคว่า เขาต้องการปืนที่ทนทาน ดูแลง่าย น้ำหนักเบา ไม่ใช่ต้องการปืนที่ทนทานชั่วลูกชั่วหลาน แต่เผลอไม่ได้ต้องเป็นสนิมและต้องแบกน้ำหนักมาก ๆ อย่างปืนโครงเหล็กที่ใช้ประจำการอยู่ ดังนั้น อลูมิเนียมอัลลอยจึงเป็นคำตอบสุด ท้ายของ CZ ในสมัยนั้น และมีหลายบริษัทที่ลอกแบบซีแซด 75 ไปผลิตติดยี่ห้อต่าง ๆ ซึ่งซีแซดก็ไม่ได้ติดตามฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแต่อย่างใด

นัยว่าไม่ได้จดสิทธิบัตรระดับสากลไว้แต่แรกความเด่นชัดในคุณลักษณะพิเศษของ CZ ถึงกับ สร้างความงุนงง และเชื่อถือจากโรงงานผู้ผลิตใหญ่ยักษ์ ของอเมริกาอย่าง COLT ต้องขอใช้ลิขสิทธิ์ร่วมในการ ผลิตปืนของตัวเองออกมาจำหน่ายบ้าง นั่นคือ COLT C 40 และก็ได้รับความนิยมในระดับหนึ่ง แต่ก็เป็น รองเจ้าของเดิมอย่าง CZทั้งๆที่มีหน้าตาและระบบปฏิบัติการแบบเดียวกัน ซีแซดผลิตโมเดล 75 อยู่สิบปีเศษ

ก็ปรับแบบเป็น 75B โดยเพิ่ม “สมอ” คือตัวล็อกเข็มแทงชนวน เสริมระบบความปลอดภัยคือป้องกันปืนลั่นกรณีหล่นกระแทกพื้นซีแซด 75B ใช้ระบบกึ่งอัตโนมัติ ทำงานด้วยรีคอยล์ ลำกล้องยาว 4.7 นิ้ว มีสันขัดกลอนกับลำเลื่อนด้านในหน้ารังเพลิง ท้ายลำกล้องกระดกลงเพื่อปลดกลอน และกระดกกลับขึ้นในจังหวะเดินหน้าเพื่อขัดกลอน ซึ่งเป็นผลงานคิดค้นของเบรานิงก์

CZ-75

ใช้อยู่กับปืน 1911 ของโคลท์ และ ไฮเพาเวอร์ ของเอฟเอ็น/เบรานิงก์ ข้อแตกต่างของซีแซด คือควบคุมการกระดกของลำกล้องด้วยห่วงลูกเบี้ยว และทำโครงปืน หุ้มลำเลื่อน ซึ่งสองจุดหลังนี้เป็นการออกแบบของ ชาร์ล เพ็ตเตอร์ (Charles Petter) ใช้อยู่กับปืน ซิก 210 ของสวิส แต่ซีแซดเปลี่ยนระบบการทำงานของไกให้ทันสมัยขึ้น คือเหนี่ยวไกนัดแรกแบบ “ดับเบิล” ได้ไม่ต้องง้างนกก่อน และเมื่อลั่นกระสุนนัดแรกไปแล้ว

ปืนจะทำงานง้างนกให้เองนัดต่อๆไปเป็นการยิงแบบ“ซิงเกิล”ที่แรงต้านของไกน้อยกว่าแบบดับเบิลอีกจุดหนึ่งที่ ซีแซด รับมาจาก เบรานิงก์ ไฮเพาเวอร์ ก็คือซองกระสุน “สองแถว” โดยเพิ่มความจุเป็น 15 นัด ทั้งหมดทำให้ ซีแซด 75B จัดเป็นปืน “เก้าลูกดก” สมัยใหม่เต็มตัว โดยสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของซีแซด คือสามารถพกในสภาพพร้อมใช้งานได้ทั้งแบบ “ดับเบิล” ลดนกไว้หรือ“ซิงเกิล”นกง้างแต่เข้าห้ามไกเหมือนปืน 1911 ปี ค.ศ.1990 เยอรมันตะวันออกรื้อกำแพงเบอร์ลิน ปี ค.ศ.1991 สหภาพโซเวียตล่มสลาย สิ้นสุดสงครามเย็น

ปืนซีแซดส่งเข้าไปขายในสหรัฐ ได้ และในปี ค.ศ.1993 เชโกสโลวาเกีย แยกตัวเป็นสองประเทศตามเชื้อชาติเดิม คือ สาธารณรัฐเช็ก กับ สโลวาเกีย ปืน “ซีแซด” ที่ผลิตตั้งแต่ปี ค.ศ.1993 เป็นต้นมาจึงเปลี่ยนอักษรบ่งบอกแหล่งผลิต จาก Czechoslovakia เป็น Czech Republic สุดท้ายในปี ค.ศ.1998 ซีแซด ตั้งบริษัท CZ-USA เป็นตัวแทนจำหน่ายปืนซีแซดในสหรัฐ โดยตรง อาจนับได้ว่าเป็นชัยชนะของประเทศเล็ก ๆ ที่จัดอยู่ในกลุ่มผู้พ่ายแพ้สงครามเย็นเฉพาะปืนรุ่นนี้ซีแซดผลิตขายไปแล้วมากกว่าหนึ่งล้านกระบอกโดยรวม ซีแซด 75Bเป็นปืนขนาดตัวมาตรฐาน สำหรับเจ้าหน้าที่พกซองนอก วัสดุเหล็กล้วน ล่าสุดมีเหล็กสเตนเลสให้เลือก ความแม่นยำสูงเมื่อเทียบกับปืนระดับใช้งานอื่น ๆ ระบบไก (ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบใหม่ “โอเมกา”) เหนี่ยวยิงนัดแรกแบบดับเบิลได้ หรือจะง้างนกเข้าห้ามไกเตรียมพร้อม เหมือนปืนซิงเกิลล้วนอย่าง 1911 หรือ เบรานิงก์ ไฮเพาเวอร์ก็ได้ ซองกระสุนจุ 15 นัด เหลือเฟือสำหรับการใช้งานต่อสู้ในระดับที่ใช้ปืนพก ถ้าจะมีจุดด้อยอยู่บ้าง ก็คือระบบโครงหุ้มลำเลื่อน เหลือพื้นที่ลำเลื่อนให้จับดึงน้อยกว่าระบบลำเลื่อนหุ้มโครง ผู้ที่ไม่คุ้นอาจดึงลำเลื่อนไม่ถนัด

สเปค CZ-75 (Specification CZ-75)

ขนาดกระสุน  :9 x19 MM LUGER/PARABELLUM , 9 x 21 MM IMI , .40S&W
ความจุ :12/15/16 นัด
มิติ :ยาว(L)xสูง(H)xหนา(t) :  206x138x33 มิลลิเมตร
น้ำหนัก : 1,120 กรัม
ระบบปฏิบัติการ : DA-SA
ระบบการยิง : SEMI-AUTO
ระยะหวังผล : 50 เมตร
ฟังก์ชัน : ศูนย์เลเซอร์ , ไฟฉาย , กล้อง ZOOM ระยใกล้ถึงไกล , กระบอกเก็บเสียง
แรงเหนี่ยวไก ดับเบิล 5500 กรัม (12 ปอนด์), ซิงเกิล 2300 กรัม (5 ปอนด์)วัสดุ  เหล็กรมดำ (หรือเหล็กสเตนเลสสำหรับรุ่นใหม่ล่าสุด)อื่นๆ  มีชุดลั่นไก “โอเมกา” ให้เลือกได้
ลักษณะใช้งาน :ปืนเฝ้าบ้าน หรือเจ้าหน้าที่พกซองนอก
ตัวเลือกอื่น Beretta 92, SIG 229, HK USP (ทั้งหมด ไม่ใช้โครงเหล็ก)
ราคา 72,000 บาท ราคาอาจไม่แน่นอนนะครับ 

Cr. gold123