Desert Eagle

ประวัติของปืน Desert Eagle

Desert Eagle เข้าสู่สายการผลิตอย่างเป็นทางการในปี 1984 ในอิสราเอลโดย IMI รุ่นพื่นฐานของปืนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปืนที่ใช้กระสุนหนักระดับมหาโหดทั้งนั้น เช่น .357Magnum, .41Magnum, .44Magnum และ .50AE ( Action Express ) ตามลำดับโดย .50AE นั้นนับเป็นกระสุนปืนพกออโต้ที่มีพลังทำลายล้างสูงที่สุดในโลก ว่ากันว่ามันสามารถล้มกระทิงที่กำลังคลั่งอยู่ได้ในนัดเดียว…… ในปี 1998 ได้มีการเข็นรุ่นที่รองรับกระสุน .440 Cor Bon เช่นกัน

ปืนกระบอกนี้ใช้ระบบการทำงานแบบ Gas-Operated System ซึ่งเดิมทีระบบนี้ถูกออกแบบให้ใช้กับไรเฟิลทางการทหารเท่านั้น สาเหตุที่ต้องใช้ระบบนี้นั่นก็เพราะกระสุนที่ใช้กับปืนกระบอกนี้ล้วนแต่เป็นกระสุนระดับสุดยอด ซึ่งนอกจากจะมีหน้าตัดที่ใหญ่แล้ว ยังมีการเผาใหม้ของดินปืนและแกสในอัตตราที่สูงมาก แน่นอนว่าด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้ระบบอื่นๆ ในปืนพกทั้งปวง ( ยกเว้นปืนลูกโม่ )

ไม่ว่าจะโบลว์แบ๊คหรือรีคอยล์ ก็คงจะรับไม่ไหว และจะเป็นอันตรายของผู้ใช้จึงต้องย่ออาวุธสงครามลงมาในปืนพกดังกล่าว ใน DE นั้นแทนที่จะเป็นเซียร์ควบคุมระบบออโต้อย่างปืนไรเฟิล ก็จะกลายเป้นห่วงคุมการบิดตัวของลำกล้องและคุมแก๊สแทนโดยห่วง 3 ห่วงนี้มีหน้าที่ในการคุมการทำงานของลูกถ่วงหมุนดักแก๊สจากการระเบิดของกระสุน เพื่อดักแก๊สในลำกล้องแล้วส่งไปยังรูระบายแก๊สเพื่อผลักดันลูกเลื่อน epic win

 Desert Eagle 50 AE

ในการขึ้นลำ ยิง และคัดปลอก ซึ่งอัตตราการทำงานนั้นจะระเบิดขึ้นในชั่วพริบตา และป้อนกระสุนกลับเข้าลำกล้องเพื่อพร้อมยิงนัดต่อๆ ไป ใน DE รุ่นแรกในปี 1984 มีห่วงคุมถึง 6 ห่วงด้วยกันแต่ต่อมาพบว่ามีผลเสียทางบริษัทจึงตัดสินใจตัดออกไปบางส่วน slotxo

แต่ก็ออกแบบให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น หากบางคนคงมีข้อสงสัยว่าถ้าหากรูระบายแก๊สตันขึ้นมาละ ? จะยังยิงได้อยู่อีกเหรอ ? แน่นอนทาง IMI และ Magnum Research INC. ได้กล่าวไว้ว่าคราบตะกั่วที่ยิงจากตัวปืนแต่ละครั้งไม่ส่งผลเสียใดๆ และไม่ทำให้ท่อระบายแก๊สตันเพราะตะกั่วนั้นมีความอ่อนนิ่มจนเกินไป จึงไม่เป็นสาเหตุในการอุดตันของท่อแก๊ส แต่ถ้าเป็นดคลนหรือทรายละก้ไม่แน่…… หากตันจริงๆ ปืนก้ยังยิงได้ตามปรกติเพียงแต่ไม่ออโต้เท่านั้นเอง เราต้องบริหารกลไกด้วยมือเอง โดยการกระชากลำเลื่อนเพื่อคัดปลอกและป้อนกระสุนนัดต่อไปให้พร้อมยิง

 Desert Eagle 50 AE

DE นั้นเดิมทีติดตั้งศูนย์ตายแบบต่อสู้ แต่ต่อมาผู้ผลิต 2 รายอย่าง Millet’s และ Trijicon ได้ผลิตศุนย์เล็งเพิ่มเติมทั้งแบบปรับได้และศูนย์แบบตริเตี้ยม Tree Dot ออกมาเพื่อรองรับการยิงทีหลากหลายมากขึ้น

นอกจากแบบธรรมดาลำกล้อง 6 นิ้วแล้ว DE ยังมีลำกล้องอะไหล่ให้เปลี่ยนได้หลายแบบ โดยมีความยาวลำไกล้องถึง 10 นิ้ว ต่อมาในปี 1999 ได้มีการทำลำกล้องอะไหล่ออกมาอีก โดยครั้งนี้มีความยาวถึง 14 นิ้ว แต่ไม่ว่าจะลำกล้องขนาดใหนก็ตาม อุปกรณ์ติดตั้งตายตัวมาตรฐานก็คือรางติดอุปกรณ์บนลำกล้องเพื่อการใช้ในกรณีแบบติดกล้องเพื่อความแม่นยำมากขึ้นหรืออื่นๆ ก็ตามแต่ใจปรารถนา

ปัจจุบันนี้ลูกกระสุนที่แรงที่ สุดในโลกของปืนสั้นคือ .600 Nitro Express Magnum ครับ
.357 Magnum (JHP) = พลังงาน 800 J
.44 Magnum (JSP) = พลังงาน 1400 J
.50 AE = พลังงาน 2000 J
.500 Magnum (ออกใหม่ปี 2002 สำหรับ S&W) = พลังงาน 4000 J
.600 Nitro Express Magnum = พลังงาน 14000 J

ปืนพก M1911

ปืน M1911 และกระสุน .45 ACP ถูกออกแบบ และพัฒนา มาเพื่อใช้ในสมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อนำมาใช้หยุดยั้งบรรดานักรบชาวญี่ป่น สายเลือด
บูชิโด เพราะมีการให้ข้อมูลว่า เมื่อการรบประชิดตัว จะต้องใช้อาวุธปืนพก ปืนพกขนาดอื่นๆ ไม่สามารถ หยุดยั้งทหารญี่ป่นที่ใช้ดาบซามูไร ( Katana ) เข้ามาฟันได้มันเป็นเรื่องที่น่าขำมาก เพราะทหารญี่ป่น ไม่เคยพกดาบซามูไร เข้าสนามรบเลย มันเป็นเพียงดามปลาย ปืนที่ใช้ติดปลาบปืนเท่านั้น เพื่อใช้ในการแทงเสียส่วยใหญ่ ไม่ได้เอาไว้ฟัน จะมีพกดาบซามูไรก็เป็นพวก นายทหารญี่ปุ่น ซึ่งมันก็เป็นดาบซามูไรสั้นเสียด้วย

M1911

ดังนั้นปืน M1911A1 ที่ใช้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้พัฒนามาใช้ยิงทหารญี่ปุ่นแน่นอน และที่ สำคัญในการมองข้อสงสัย รหัส 1911 คือรหัสปีที่ปืนพกตัวนี้เข้าประจำการ ซึ่งปี      

ค.ศ. 1911 มันก่อนสงคราม โลกครั้งที่ 1 เสียด้วยซ้ำ แล้ว M1911 มันถูกพัฒนามาเพื่อใช้เมื่อไร และใช้กับใครหละ

ระหว่างปี 1899 – 1913 สหรัฐฯ ได้เข้าสงคราม Philippin American  War หลังจากที่สเปนแพ้สงครามแก่สหรัฐฯ แล้วต้องยกเมืองขึ้นให้กับสหรัฐ และประเทศฟิลิปปิน ก็เคยเป็นเมืองขึ้นสเปนมาก่อน สหรัฐ ต้องการขยายอำนาจมาทางเอเชียแปซิฟิกอยู่แล้ว ก็ได้ทำการยกกำลังเข้าสู่ฟิลิปปิน แน่นอนชาวฟิลิปปิน 

บางส่วนก็ยังภักดีต่อสเปน นั้นก็คือชาว Moro และชาว Moro ก็ยังได้รับการสนับสนุนเรื่องอาวุธจากสเปนแบบลับๆอีกด้วยการรบในฟิลิปปิน ซึ่งเป็นการรบในป่า โอกาสใช้ปืนพกจึงมีมาก ในขณะนั้นกองทัพบกสหรัฐ ได้ใช้ปืนพกที่ใช้กระสุนขนาด .38 Long Colt คู่กับปืนลุกโม่ หรือไม่ก็ปืนพก Auto M1900 กับกระสุนขนาด .38 ACP ซึ่งเมื่อนำเข้าสงครามครั้งนั้น

ถึงได้รู้ว่า อำนาจหยุดยั้งของกระสุน .38 ไม่เพียงพอ จะเอา Colt .45 SAA สมัยเมื่อใช้ยิงอินเดียนแดง ก็ไม่เหมาะสม เพราะบรรจุกระสุนน้อย และช้าทางกองทับสหรัฐฯ เลยต้องการปืนที่บรรจุกระสุนได้มาก และรวดเร็ว กระสุนที่ใช้ต้องมีขนาด .45 โครงการปืนพก Auto จึงเกิดขึ้น ซึ่งความจริงแล้วกองทัพก็มีปืนพก Auto ประจำการอยู่แล้ว และมีการนำเอา M1900 .38 ACP มาปรับปรุงให้ใช้กับกระสุนขนาด .45 ACP ไปพลางๆก่อน คือรุ่น M1907 แต่ปืนก็มีปัญหาในการใช้งาน ไม่ทนทาน

นาย John M. Browning ซึ่งเป็นนักออกแบบปืน เลือกระบบการทำงาน Short Recoil และกระสุน ขนาด .45 ACP ( .45″ Autometic Colt Pistol ) ซองกระสุน หรือแม็กกาซีนบรรจุได้   7 นัด ต้นแบบตัวแรกเสร็จในปี 1910 แต่กองทัพให้ทำการปรับปรุงในเรื่องระบบความปลอดภัยของปืน เพิ่ม นอกจากมีระบบความปลอดภัยทั้งระบบเซฟล็อกไก และ ล็อกนกสับ ด้านข้างตัวปืนแล้ว ตัวต้นแบบตัวที่ 2 ได้เพิ่มระบบเซฟหลังอ่อน ที่ตัดสะพานไกปืนไม่ให้ทำงาน หากกำปืนไม่แน่ด้วย และร่องรับนกตกเข้าไปอีก 

ต้นแบบตัวที่ 2 จึงได้รับเลือก และกองทัพสั่งซื้อเข้าประจำการทันทีกระสุน .45ACP มีอำนาจหยุดยั้งสูงมาก วิถีกระสุนราบเลียบ ทำให้ยิงได้แม่นยำ กระสุน .45 ACP ได้รับขนานนามว่า Dum Dum Bullet เพราะมันสามารถหยุดยั้งฝ่ายตรงข้ามตั่งแต่นัดแรก หรืออย่างมากไม่เกิน 2 นัด  M1911 จึงเป็นปืนที่ออกแบบเพื่อกระสุนชนิดนี้อย่างแท้จริง

M1911

   เมื่อ M1911 และกระสุน .45 ACP เข้าไปรวมรบเป็นปืนพกคู่กายของทหารสหรัฐ มันสามารถหยุดบรรดานักรับ Moro ที่ใส่เสื้อเกาะที่สานด้วยไม้ไผ่  ใช้ปืน Mauser M98 พร้อมดาบปลายปืน หรือใช้ง้าว คือ ดาบที่ใส่ด้ามของหอก ซึ่งยาวมาก ไม่ให้เข้ามาถึงตัวทหารสหรัฐฯในระยะประชิดได้ดีมาก กระสุน .45ACP สามารถทะลุเกระไม้ไผ่ได้

เพราะด้วยมวลของหัวกระสุนที่มาก หน้าตัดกระสุนที่ใหญ่ ทำให้ผู้ถูกยิงหมดสภาพการเคลื่อนที่ได้ทันที และM1911 เป็นปืนที่มีขนาดเหมาะสม มีความแบนทำให้พกพาง่ายและใช้ได้คลองตัว ยิงซ้ำได้รวดเร็วM1911 จึงได้เข้ารวมรบในฐานะปืนพกประจำกายกองทัพสหรัฐฯ จากนั้นมา

M1911 ได้เข้าเป็นปืนพกประจำกายต่อในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ทางกองทัพได้พบจุดบกพร่องในM1911 ช่วงที่ใช้ในสงคราม หลังจากสงครามจบสิ้น ทางกองทัพได้ทำรายงานส่งให้กับหน่วยสรรพาวุธ คือ ศูนย์เล็งมีขนาดเล็กเกินไป เมื่อยิงที่ระยะเกินกว่า 8 เมตร กระสุนกินต่ำ และมีปัญหาเมื่อใช้ปืนในที่อากาศหนาวจำเป็นต้องใช้ถุงมือ เอานิ้วเข้าโกงไกปืนได้ลำบาก

ทางสรรพาวุธจึงได้ทำการส่งข้อมูลให้ผู้ผลิตM1911 แก้ไขM1911 จึงทำการแก้ไขปัญหาต่างๆตามที่สรรพาวุธสหรัฐแจ้งมา โดยทำการขยายความกว้างของศูนย์หน้าและล่องบากของศูนย์หลัง โครงด้ามหลังโกงไกปืนทำการปาดเนื้อส่วนนั้นออกไป และลดความยาวของหน้า ไกให้สั้นลง แก้ปัญหาเมื่อต้องใช้ถุงมือ ส่วนเรือนสปริงนกสับที่เคยเป็นแบบหลังตรง ก็เป็นเป็นแบบหลัง โค้งแทน เพื่อแก้ปัญหากระสุนกินต่ำ

เปลี่ยนหลังอ่อนเป็นแบบหางยาว และลดวามยาวนกสับลงไม่ให้จิกง้ามมือ และไม่เกี่ยวเสื้อเวลาชักปืน ทำการเปลี่ยนประกับด้ามจากที่ใช้ไม้เป็นวัสดุสังเคราะห์ และปรับผิวปืนให้เป็นสีด้าน เพื่อลดแสงสะท้อน  ปืนตัวปรับปรุงใหม่นี้เข้าประจำการแทนM1911 ในปี 1924 และได้ รหัสใหม่ว่า M1911A1  ถือว่าเป็นปืนรุ่นเดิมที่ทำการปรับปรุงนั้นเอง

สนับสนุนโดย epic win / slotxo